ยุคล้านนา

เวียงเจ็ดลินที่เห็นเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ปัจจุบันนี้ สร้างขึ้นอีกครั้งในสมัยของพระญาสามฝั่งแกน ในปี พ.ศ. ๑๙๕๔ เพื่อเป็นป้อมปราการป้องกันเมืองเชียงใหม่ ในคราวที่ท้าวยี่กุมกามพี่ชาย ได้ชักชวนพระญาไสลือไทแห่งสุโขทัย ยกทัพมาตีเชียงใหม่ และมาตั้งทัพอยู่บริเวณเชิงดอยเจ็ดลิน อันเป็นบริเวณเวียงเจ็ดลิน ทำให้เห็นว่าบริเวณดอยเจ็ดลินนั้นมีแนวกำแพงและคูเมืองที่ใช้เป็นฐานทัพที่มั่นอยู่ก่อนแล้ว

ทางเมืองเชียงใหม่ จึงทำการตั้งกองทัพ โดยใช้เกวียน ๒๐๐ เล่มตั้งเรียงรายจากแจ่งหัวลินไปทางเชิงดอยเจ็ดลิน ทำให้พญาไสลือไทยมีความเกรงกลัวจึงยกทัพหนีกลับไปยังสุโขทัย ทำให้พระญาสามฝั่งแกนถือเอาเหตุอันที่พระญาไสลือไทพ่ายกลับไป จึงสร้างเวียงยังที่ตั้งทัพนั้นเอง ดังในตำนานกล่าวว่า “เมื่อนั้น เจ้าสามประหญาฝั่งแกนเอานิมิตต์อันพระญาไสลือเอาพลเสิก็ไพตั้งอยู่ตีนดอย ๗ ลิน แล้วขึ้นไพดำหัวสรงเกสยังผาลาดหลวง มีใจกลัวริพลชาวเชียงใหม่มากนัก เจ้าสามประหญาฝั่งแกนจิ่งหื้อส้างเวียง ๗ ลินไว้เปนที่ชัยชนะแก่ข้าเสิก็สัตรู ค็มีหั้นแล”
การสร้างเวียงเจ็ดลินใช้ผังเมืองเป็นรูปวงกลม เพราะเวลามีข้าศึก จากศูนย์กลางไปยังกำแพงเมืองจะใช้เวลาพอ ๆ กันทุกทิศทาง ทำให้การป้องกันเมืองทำได้สะดวกยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การศึกบริเวณดอยเจ็ดลินครั้งนี้ ทำให้ก่อเกิดตำแหน่งขุนนาง หนึ่งในสี่ขุนนางสำคัญ นั่นคือตำแหน่ง “เด็กชาย” ( เดักฯชายฯ /เด็ก-จาย/ ) นอกเหนือจากตำแหน่ง “แสนหลวง – สามล้าน – จ่าบ้าน” ด้วยเหตุที่มีหนุ่มวัย ๑๖ ผู้หนึ่งนาม เพ็กยส มีความกล้าหาญไปสอดแนมทัพของท้าวยี่กุมกามและพระญาไสลือไท และได้ตัดหัวข้าศึกมาถวาย พระญาสามฝั่งแกนจึงให้ตำแหน่งเป็น “เด็กชาย” สืบมาถึงสมัยยกเลิกตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร
เมื่อพระญาสามฝั่งแกนสร้างเวียงเจ็ดลินแล้ว ก็ใช้เป็นที่ประทับพักผ่อน และได้ประทับที่เวียงนี้มากกว่าที่จะประทับอยู่ในเวียงเชียงใหม่ จนเป็นเหตุให้ท้าวลก ได้ลุกมาชิงอำนาจเป็นพระเจ้าติโลกราชได้
เวียงเจ็ดลินก็ยังมีความสำคัญอยู่เสมอมา ด้วย “น้ำ” ที่เวียงเจ็ดลินนี้ ถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ อนึ่ง ได้รับน้ำจากดอยสุเทพ และ ศูนย์กลางของเมืองก็ยังเป็นแหล่งน้ำผุด และมีรสชาติโอชา จนพระญาไสลือไทที่ยกทัพมาตั้งที่ดอยเจ็ดลินเอ่ยปากชมว่า “คูได้กินน้ำ ๗ ลิน ลำแก่ใจนัก น้ำที่ใดยังจักเปนดั่งน้ำ ๗ ลินนั้นชา”
ในสมัยของพระญายอดเชียงราย ในปีหนึ่งปรากฏว่าเมืองเชียงใหม่เกิดภาวะฝนแล้ง แต่เมืองเชียงแสนกลับมีฝนฟ้าตกไม่เคยแล้งเลยสักปีเดียว ด้วยที่เมืองนั้นมีพระธาตุดอยตุงอันศักดิ์สิทธิ์ หากคราใดที่ฝนไม่ตกก็จะมีการสรงน้ำพระชินธาตุเจ้าดอยตุง ในครั้งนั้น เพื่อให้ฝนฟ้าตกในเมืองเชียงใหม่บรรเทาความแห้งแล้ง มหาเทวี หรือพระราชมารดาของพระญายอดเชียงราย จึงนำความมาบอกแก่พระญายอดเชียงราย พระญายอดเชียงรายจึงได้ทำพิธีขอฝน ในครั้งนั้นได้นำน้ำจากเวียงเจ็ดลิน มาใช้ในการประกอบพิธีอธิษฐานขอฝนแล้วนำน้ำไปสรงพระธาตุเจ้าดอยตุงด้วย ดังในตำนานว่าไว้ว่า
“ที่นั้นพระยายอดเมืองก็ปงราชอาชญาพระองค์ตน หื้อคนทังหลายฝูงหยู่ไซ้ หื้อเอาน้ำเจ็ดรินมาอบด้วยมธุรสคันธต่างๆ ในไหจีนแล้วเครื่องสัพบูชาปการนาทังมวน แล้วแม่ราชมารดาก็กะทำสัจอธิถานขอหื้อฝนตกทั่วเมืองเชียงใหม่ทังมวนในเดือนวิสาขปุรนมีเพงว่าอั้น
ทีนั้นพลพวกดาบรับราชอาชญาพิทูรสารชู่อันขี่ม้าเอาคราวผัด ๑๐ วันหื้อรอดดอยทุงในเดือน ๘ เพง ได้สงมหาธาตุเจ้าว่าดั่งนี้ พลพวกดาบเอาน้ำอบและเครื่องบูชาปกรนทังมวนลำดับคราวทางมาเถิงมหาธาตุเจ้าแล้ว อธิถานบูชาสงด้วยน้ำสุคนธอุทกราชเจตนา อนุภาวชินธาตุเจ้า ฝนก็ตกทั่วเมืองเชียงใหม่ในเดือน ๘ เพงแล”
ในสมัยของพระมหาเทวีจิรประภา ปี พ.ศ. ๒๐๘๘ พระไชยราชากษัตริย์แห่งอยุธยา ได้ยกทัพเพื่อที่จะมาตีเมืองเชียงใหม่ แต่ด้วยนโยบายทางการเมืองของพระมหาเทวี จึงได้ผูกไมตรีเป็นพันธมิตรกับพระไชยราชา และได้พาเสด็จมายังเวียงเจ็ดลิน นี้ด้วย


น้ำผุดกลางเวียง นับเป็นสายที่เจ็ด และถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์

เวียงเจ็ดลินยังมีความสำคัญมาจนถึงสมัยของเจ้าเจ็ดตน ดังสมัยของเจ้าหลวงพุทธวงศ์ (พ.ศ. ๒๓๖๙ – ๒๓๘๙) ก็มาประทับที่เวียงเจ็ดลินในระหว่างที่มีเคราะห์ จนมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเมื่อมีการรวมเข้ากับสยามในเวลาต่อมา

 

Leave a Reply